วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

2475+
ก่อนอื่น..อยากให้มองเห็นสภาพสังคมไทยในยุค เปลี่ยนแปลงการปกครอง ยุคที่อยู่ดีๆ คนที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจ มีกำลังพล มีอาวุธ ก็ลุกขึ้นมาทำการปฏิวัติ รัฐประหาร ก่อการกบฏ แย่งชิงอำนาจกันไปกันมาโดยการใช้กำลัง การโจมตี การกล่าวหา อยากจับใครก็บุกเข้าจับตัว อยากจะล้มล้างใครก็ทำ ความแตกหักเกิดขึ้นในรัฐบาล ไปจนถึงการใช้อำนาจเผด็จการกดขี่ข่มเหงประชาชน ทั้งยังมีการทุจริต คอร์รัปชั่น รังแกชาวไร่ชาวนา ที่คึกโครมโจ่งครึ่ม (เกินจะทนไหว)
 
ในขณะนั้นเอง ก็มีประชาชนกลุ่มหนึ่งนิยมใน ‘ลัทธิคอมมิวนิสต์’ พยายามเผยจะแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ประชาชนคนไทยได้รู้จัก ซึ่งก็มีจุดมุ่งหมายที่จะเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นรัฐ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์แบบจีน เพื่อสร้างความเสมอภาคทางชนชั้น ซึ่งพวกเขามองว่าดีกว่าประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ในขณะนั้น กลุ่มคนที่นิยมระบอบคอมมิวนิสต์จึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเล็กๆ ลับๆ
 
2485+
มีการประกาศจัดตั้ง ‘พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย’ แต่ก็ไม่ได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ถึงกระนั้นทางพรรคก็มีอุดมการณ์ที่จริงจัง แถมยังขัดแย้งกับแนวทางของรัฐบาลถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็น ‘ปฏิปักษ์’ ต่อกันเลยทีเดียว


   

2490+
เมื่อครั้งที่ทหาร(ฝ่ายนิยมจอมพลป. พิบูลสงคราม)ได้ทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล(เครือข่ายนายปรีดี พนมยงค์) และจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการขึ้น ใช้วิธีการปราบปรามผู้ที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมืองอย่างรุนแรง (เช่น มีการสังหารโหด 4 นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลที่ทุ่งบางเขน, การสั่งประหารชีวิตครูครอง จันดาวงศ์และเพื่อนครู ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิการจ้างงานและสวัสดิการที่เป็นธรรมของกรรมกร) สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเองก็ถูกจับไปจำนวนมาก ทางพรรคฯจึงยุติการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย และมุ่งไปสู่ชนบทเพื่อหาแนวร่วมจากประชาชนระดับล่าง (น่าจะดีกว่า)





2495
ผู้ที่มีความเห็นต่างไปจากรัฐบาลก็ถูกมอง ว่าเป็นกบฏต่อสังคม ในด้านการสื่อสารโฆษณาก็สร้างภาพให้ผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองกับ รัฐบาลเป็น ‘ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์’ มีนัยหมายถึงปีศาจร้ายจะมาทำลายสังคม และได้ออกกฎหมายควบคุมและป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ทำการปราบปรามและจับกุมคอมมิวนิสต์อย่างจริงจังและรุนแรง ถึงขั้นมีการประหารชีวิตบุคคลซึ่งเป็นแกนนำ

 
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยึดถือแนวคิดมาร์กซ เลนิน และ เหมาเจ๋อตุง

2506+
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจัดตั้งกอง กำลังติดอาวุธในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ราษฎรมีความยากจนมากที่สุดของประเทศ ต่อมาได้ขยายอาณาเขตไปทางภาคเหนือตอนบน(ติดกับประเทศพม่า) และปรับยุทธศาสตร์การต่อสู้ โดยใช้แนวคิดของ ‘เหมา เจ๋อ ตุง’ คือยุทธศาสตร์ ‘ป่าล้อมเมือง’ ปลุกระดมมวลชนชาวไร่ชาวนาในชนบท ชี้นำให้เกลียดชังเจ้าหน้าที่ของรัฐและให้หันมาเข้าร่วมขบวนการพรรค คอมมิวนิสต์ ให้จับอาวุธขึ้นต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เพื่อปลดแอกอำนาจรัฐ


2508
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย คือประชาชนที่หลบภัยจากอำนาจรัฐเผด็จการเข้าไปอยู่ในเขตชนบท เคลื่อนไหวงานมวลชนด้วยจุดหมายหลักที่จะให้ชาวนาชาวไร่ส่วนใหญ่เข้าใจถึง ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ให้เข้าใจว่าสังคมมีความแตกต่างทางชนชั้น ชนชั้นหนึ่งที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยออกแรงกลับอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบและ เหนือกว่าโดยชาติกำเนิด พวกเขาต้องการสังคมใหม่ที่ดีกว่า และพวกเขาสละตน อุทิศตัวให้แก่การต่อสู้เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงสังคม  จนกระทั่ง ‘วันเสียงปืนแตก’ ก็ มาถึง กำลังทหารและตำรวจได้เข้าล้อมปราบพรรคคอมมิวนิสต์ที่หมู่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม และเกิดการปะทะขึ้นอย่างดุเดือด



จากนั้นพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งถูกเรียกขานใหม่ว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ได้ยึดเอา ภูหินร่องกล้า เป็นที่มั่น หลังจากนั้นก็ได้ขยายรุกเข้าสู่ เขาค้อ เตรียมสถาปนาเขาค้อให้เป็นฐานที่มั่นในการรุกต่อไป เนื่องจากเขาค้อมีภูมิประเทศที่เป็นป่ารกทึบสูงชัน ยากต่อการตรวจการณ์ทางอากาศและทางพื้นดิน และมีถ้ำอยู่มากมายเหมาะสำหรับเป็นที่หลบซ่อนสะสมอาวุธและเสบียงได้เป็น อย่างดี อีกทั้งบริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาค้อแถวเขาปู่เขาย่า เป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ผกค.จึงเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการที่จะเข้ามาเผยแพร่ลัทธิ คอมมิวนิสต์ และทำสงครามกองโจรเพื่อปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล

2511+ 
ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มเขาค้อ เข้ามาปลุกระดมชาวเขาเผาม้งและมีโฆษณาชวนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะทำการแก้แค้น ด้วยการกวาดล้างและฆ่าชาวม้งทุกคน จึงเป็นเหตุให้ชาวเขาเหล่านี้เกิดความหวาดกลัว ชาวเขาแทบจะทุกหมู่บ้าน ทั้งบ้านเล่านะ บ้านเล่าเพ้ง บ้านพ้อย บ้านหูช้าง บ้านสะเดาะพง ต่างพากันอพยพจากถิ่นที่เดิมเข้าร่วมเป็นสมัครพรรคพวกกับผกค.กลุ่มเขาค้อ รวมแล้วราวๆ 3,000 คน เหลือเพียงบ้านเล่าลือเพียงหมู่บ้านเดียวที่ยังไม่ได้เข้าร่วม


 
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
 
2519+
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีนักศึกษาประชาชนถูกล้อมปราบสังหารโหดกลางเมืองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และท้องสนามหลวง บรรดานักเรียนนักศึกษาประชาชนหันหน้าเข้าป่าเพื่อต่อสู้รัฐบาลร่วมกับ ผกค.กลุ่มเขาค้อ ผกค.ส่งกองกำลังเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของฝ่ายรัฐบาลได้หลายครั้งหลายครา ฝ่ายรัฐบาลก็ได้ส่งทั้งกำลังทหาร ตำรวจ และพลเรือนเข้ามาปราบปรามกวาดล้างจนเกิดการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน สูญเสียทั้งกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ มากมายทั้งสองฝ่าย
 


กองกำลังทหารจากรัฐบาล
 

2522+
การจะปราบปรามผกค.กลุ่มเขาค้อให้ได้สำเร็จนั้น ต้องใช้ยุทธศาสตร์การสร้างถนนเข้าไปในพื้นที่อิทธิพลของ ผกค. (เพื่อเป็นการยึดพื้นที่อย่างถาวรหลังจากที่สู้รบผลักดันผกค.ให้ล่าถอยไปแล้ว) อีกทั้งจะเป็นเส้นทางเคลื่อนพลและขนยุทโธปกรณ์และกำลังบำรุงเข้าสู่สมรภูมิได้อย่างสะดวก ซึ่งพื้นที่เป้าหมายสำคัญที่ฝ่ายทหารจะต้องรุกเข้ายึดไว้ให้ได้นั่นคือยอดเขาค้อ
คำว่า ‘เขาค้อ’ ตามความหมายของปฏิบัติการทางทหาร หมายความเจาะจงถึงบริเวณยอดเขาที่มีความสูง 1,174 เมตร และบนเทือกเขาเดียวกันมียอดอีกยอดหนึ่งสูง 990 เมตร เป็นยอดเขาเคียงคู่ทางด้านทิศตะวันตก ชื่อ เขาปางก่อ นี่คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสร้างความได้เปรียบทางการรบ
 





 

 
การสร้างถนนเข้าไปในพื้นที่ป่าจึงเริ่มต้นขึ้น โดยสร้างถนน รุกเข้ามาจากบ้านแคมป์สน (ปัจจุบันก็คือสามแยกแคมป์สน) และอีกเส้นทางหนึ่งคือรุกเข้าจากทางบ้านนางั่ว (ปัจจุบันคือสามแยกนางั่ว เส้นที่ผ่านเนินมหัศจรรย์) ไปบรรจบกันที่บ้านสะเดาพง (ปัจจุบันคือสี่แยกรื่นฤดี ที่มีร้านเขาค้อกาแฟสด)
 
การตัดถนนเข้าไปนี้ต้องหยุดชะงักเป็นระยะๆ เพราะถูกขัดขวางจากกลุ่มผกค.บนยอดเขาปางก่ออย่างรุนแรง
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น